Select Page

การประกันชีวิต คืออะไร

ภาพ ที่ 1 การโอนเงินมาที่บริษัท

การประกันชีวิต คือ การที่บุคคลผู้หนึ่งเรียกว่า “ผู้เอาประกันภัย” ได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเรียกว่า “เบี้ยประกันภัย” ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ให้แก่บริษัทประกันชีวิต เพื่อซื้อความคุ้มครองการเสียชีวิตภายในเวลาที่กำหนด หรือมีอายุยืนยาวจนครอบกำหนดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “จำนวนเงินเอาประกันภัย” ให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัย แล้วแต่กรณี

ภาพที่ 2 ประโยชน์ของการทำประกันชีวิต

กรมธรรม์ประกันชีวิตพื้นฐานมี 4 แบบ

  1. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายเงินให้แก่เอาประกันภัย เมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญาหรือจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาประกันภัย
  2. แบบตลอดชีพ (Whole Life) เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใดในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทจะจ่ายให้ผู้รับประโยชน์
  3. แบบชั่วระยะเวลา (Term) เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาเอาประกันภัย
  4. แบบบำนาญ (Annuity) เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายเงิน รายงวดอย่างสม่ำเสมอ ให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัย มีอายุครบตามที่กรมธรรม์กำหนด และจ่ายจนกว่าผู้เอาประกันภัยจะเสียชีวิต หรือครบอายุตามที่กรมธรรม์กำหนด

กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบพิเศษ

  • แบบยูนิเวอร์แซล ไลฟ์ (Universal Life)

เป็นการประกันชีวิตที่กำหนดผลประโยชน์การเสียชีวิตเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน แต่ผลประโยชน์การอยู่รอด ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนของบริษัทที่ได้จากการนำเบี้ยประกันภัยไปลงทุนโดยมีการรับรองผลตอบแทนขั้นต่ำไว้

  • แบบยูนิต ลิงค์ (Unit-Linked)

เป็นการประกันชีวิตที่คล้ายคลึงกับการประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซล ไลฟ์ แตกต่างกันที่การลงทุน จะเป็นการลงทุนในกองทุนรวมที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ตัดสินใจ ผลตอบแทนจึงขึ้นอยู่กับราคาหน่วยลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ

หยุดคิดสักนิด ทำประกันชีวิตกับตัวแทน/นายหน้า ที่มีในอนุญาตประกันชีวิตเท่านั้น

 

ทำประกันชีวิตอย่างไรให้ถูกวิธี

  1. ควรเลือกแบบกรมธรรม์ประกันชีวิต    ที่ให้ความคุ้มครองตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด เพราะแต่ละแบบมีความคุ้มครองและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน
  2. ควรวางแผนและงบประมาณการจำนวนเงิน   ที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยได้ตลอดระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันภัย เพราะหากไม่สามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้จะทำให้กรมธรรม์ขาดผลบังคับใช้ และสิ้นสุดความคุ้มครองจะส่งผลให้เสียผลประโยชน์อันพึงจะได้รับ
  3. กรอกใบคำขอเอาประกันภัยตามความเป็นจริงทุกประการ   ด้วยตนเอง หรือหากผู้เอากรอกให้จะต้องตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนลงลายมือชื่อ
  4. เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยงวดแรก ต้องเรียกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวของบริษัทจากตัวแทน/นายหน้าประกันชีวิต เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  5. เมื่อได้รับกรมธรรม์พร้อมกับใบเสร็จรับเงิน ให้ตรวจสอบข้อมูลที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ว่าถูกต้องตามที่แจ้งไว้ในคำขอเอาประกันภัยหรือไม่ หากพบข้อผิดพลาด รีบแจ้งบริษัทเพื่อแก้ไข
  6. อ่านกรมธรรม์โดยละเอียดเพื่อศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อให้ทราบสิทธิและผลประโยชน์ที่พึงจะได้รับ รวมถึงข้อยกเว้นความคุ้มครอง เช่น สิทธิการยกเลิกกรมธรรม์ (สามารถยกเลิกได้ภายใน 15 วัน) หรือหากซื้อผ่านโทรศัพท์ สามารถยกเลิกได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์แล้วแต่กรณี) สิทธิการเวนคืนกรมธรรม์ บริษัทจะไม่คุ้มครองกรณีฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี หรือถูกผู้รับผลประโยชน์ฆ่าตาย เป็นต้น

ลดหย่อนภาษีอย่างไร?

เบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ดังนี้

เบี้ยประกันชีวิต

  • ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท
  • ประกันต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป และผลตอบแทนคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันรายปี
  • เบี้ยประกันคุ้มครองสุขภาพลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท เมื่อรวมประกันชีวิตแล้ว ไม่เกิน 100,000 บาท

เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

  • ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่เสียภาษีแต่ละปี และไม่เกิน 200,000 บาท
  • ประกันต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขี้นไป และจ่ายเงินบำนาญ เมื่ออายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปีหรือมากกว่า
  • ประกันนี้เมื่อรวมกับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retire Mutual Fund, RMF) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ที่มา : โบร์ชัวร์ การประกันชีวิตเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวคุณ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบการธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

Share This